fbpx

PFAH

5 วิธีในการ Slow down ชีวิต

ครึ่งปีที่ผ่านมาของพี่ทำงานหนักมากกกก เพราะส่ง #Dek63 สอบไปตอนมีนา จากนั้นก็เผชิญความเวอร์วังของโควิดที่กระทบกับงานเต็มๆ ทำให้ต้องปิดสตูไปพักนึงเลย กลับมารีบอัดเทปรัวๆ เพื่อให้สอน Slayer รุ่น #dek64 ให้ทัน…​มีคอร์สฟิสิกส์ตามชั้นเรียนต่างๆ ด้วย บอกเลยว่าเหนื่อยและเครียดมาก T~T เลยต้องไปหาวิธีมาลดความเครียดตัวเองจากเว็บ Psychologytoday ละก็เอามาแบ่งปันกันนะ

1. สำรวจงานอดิเรกที่เราชอบ (อีกครั้ง)

โดยคำศัพท์ “อดิเรก” แปลว่า ใหญ่ยิ่ง, มาก, เกิน, พิเศษ ลองนึกๆ ดูซิ มีอะไรที่เรารู้สึกอินและยินดีจะใช้เวลากับมัน ลองเลือกทำกิจกรรม “ช้าๆ” ดูบ้าง เช่น กินขนม (อย่ากินเร็วนะ 555) เล่นกับหมา เก็บกวาดสวน ทำงานบ้าน วาดรูปไอดอลคนโปรด หรืออ่านหนังสือที่หมายตาไว้ให้จบเสียที

หากใครยังนึกไม่ออกสิ่งที่ชอบทำตอนเราเป็นเด็กก็ได้ ​:) เพราะสิ่งที่เราชอบทำตอนเด็ก มักไม่เกี่ยวกับ “หน้าตาความสำเร็จ” และเป็นไปตามความสนใจและความชอบของเราโดยแท้

2. หาเพื่อนมาใช้เวลาคุณภาพด้วยกัน

ถ้าเราอยู่กับคนที่เทคโนโลยีจ๋า ชอบแข่งขัน ทำงานตลอดเวลา นานๆ เข้าเราก็จะซึมซับและมีนิสัยใจคอแบบเดียวกับคนที่เราอยู่ด้วย

..และจากที่แนะกิจกรรมแบบ “Slowlife” ด้านบน ถ้าเราหาคนมาร่วมจอยกันได้ เรามีแนวโน้มจะได้ใช้เวลาคุณภาพและได้เรียนรู้บุคคลผ่านกิจกรรมเช่นกัน

3. เอาคำว่า “ควร” ไปพักก่อน

ในชีวิตเราสู้กับสิ่งที่ “ควรทำ” “ควรคิด” “ควรรู้สึก” เยอะมาก ล้วนเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่  100% ด้วยนะ สังเกตเวลาเราเริ่มทำอะไรสักอย่างด้วยคำว่า “ฉันควร…” แค่คิดต่อก็หมดแรงแล้ว

คนที่ทำสิ่งต่างๆ ตามสมควรเท่านั้น คือคนติดความสมบูรณ์แบบ คนพวกนี้จะรู้สึกเหนื่อยล้า หมดแรงเอาง่ายๆ

แนะนำให้วางสิ่งต่างๆ ลง แล้วทำทีละอย่างก็พอ เช่น หลายคนอยากจะอ่านหนังสือเตรียมสอบ และลดน้ำหนัก 5 กิโล แถมจะเอาใจแฟนให้ได้เหมือนวันแรกที่จีบกัน ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ “ควรทำ” แต่เมื่อถึงจุดสำคัญ เราต้องจัดลำดับ และทำทีละอย่าง จึงจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. สร้างแผนขึ้นมาเพื่อลดภาระของการ “เลือก”

ยิ่งเรามีแผนในชีวิต เรายิ่งคิดอะไรๆ ได้ง่าย เช่น วางแผนเลยจะกินอะไรในแต่ละวัน ถึงเวลาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเลือกนาน… (แถมเถียงกันไม่จบสิ้น)

ลองวางกิจวัตรประจำวันง่ายๆ กว้างๆ แล้วทำตามมัน จะพบว่า “เบาสมอง” ขึ้นแยะ ส่วนวิธีการวางแผนที่ง่ายที่สุดคงเป็น การจดกิจกรรมที่จะทำในปฏิทินมือถือทันที หลังจากตัดสินใจได้ลงตัวแล้ว เช่น จะ Login เข้าเรียนฟิสิกส์ของพี่ฟาร์มสัก 1 Ep. ทุกวันอังคารและศุกร์ ก็ตั้งเวลากับตัวเองไว้เลย

5. จำไว้ว่า ไม่ต้อง “คว้า” ทุกโอกาสก็ได้

“ไทยนี้รักสงบ…แถมคว้าครบทุกโอกาส…” ถ้านี่เคยเป็นเพลงชาติในใจใคร ขอให้หยุดเสีย แม้วัยเราควรเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และเปิดใจรับรู้โลกกว้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องคว้าทุกเรื่องมาสุมตัว

ลองนึกถึงคูปองที่เรารีบกดรับมา (แต่ไม่ได้ใช้) หรืออีเวนท์ที่ลงชื่อว่าจะไป (แต่ไม่เคยโผล่) ถ้าเราหัดนิสัย “พลาด” สิ่งที่ได้ commit ไว้บ่อยๆ เราจะเริ่มเป็นคนโลเล ซึ่งไม่เวิร์คเลยในอนาคต

ค่อยๆ พิจารณาโอกาสต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แล้วเลือกตามที่ต้องการจริงๆ เท่านั้นดีกว่า จะช่วยลดความเครียด และความวิตกกังวลในชีวิตได้อีกแยะ


ติดตามคอร์สล่าสุดจาก PhysicsFarm

เรียนรู้แบบ “หม่นๆ” คนกลับจำได้ดีกว่า


 “คนเราจะเรียนได้ดีเมื่อมีความสุข”
ประโยคนี้ ฟังดูจริง ในแทบทุกสถานการณ์
แต่ว่าถ้าวันไหน “ทุกข์” ?
จะไม่ให้เรียนเลยหรือไง (เพราะเรียนไปก็เสียเวลา)
.
.
ไม่จริงนะเธอ
.
.
ถ้าใครกำลังรู้สึกอึนๆ ในวันฝนตกแบบนี้ พี่มีอีกด้านดีๆ ของวันที่ชีวิตหม่นๆ เทาๆ มาให้ดู..
.
.
เคยรู้สึกหรือไม่ว่า? 
เวลาเรามีความสุข “จัดๆ”
บางทีผลลัพธ์ของงานก็ไม่ได้ดังใจนะ
.
เพราะเมื่อสุข
คนเรามักจะ “เปิดตัว”  และ “เปิดใจ” 
สนใจสิ่งรอบข้างไปหมด
เช่น รับฟังคนอื่นมากขึ้น
ต้องการรับข่าวสารมากขึ้น
ประมาท เลินเล่อ เพราะโดนดึงความสนใจ
ไปจากเรื่องสำคัญหรืองานตรงหน้าจริงๆ
.
ซึ่ง สิ่งนี้เป็นดาบสองคมอยู่กลายๆ
.
และอาจทำให้ประสิทธิภาพการเรียน
ออกมา “แป้ก” ได้
.
โดยเฉพาะในวิชาแบบ 
“ฟิสิกส์” และ “คณิต”
ที่ต้องการให้น้องอยู่กับตัวเองให้เป็น
มีสมาธิ และใช้ความรู้ที่มี
ค่อยๆ แก้โจทย์ แก้ปัญหา
.
.
มีการวิจัยในมหาวิทยาลัย New South Wales
โดย ศ.Joseph Forgas
ให้กลุ่มตัวอย่างช้อปปิ้งในซุปเปอร์มาร์เกต
แล้วแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มช้อปวันที่ “อึมครึม” มีฝน มีเมฆมาก
และกลุ่มวันที่ “สดใส” มีแสงอาทิตย์ส่อง
.
จากการเก็บข้อมูลก่อนเริ่มการทดลอง
ผู้คนต่างบอกว่าวันที่ฟ้าอึมครึม 
พวกเขารู้สึก “เฉยๆ” ไปถึง “ทุกข์นิดหน่อย”
ส่วนวันที่อากาศสดใส ผู้คนบอกว่า
มีความสุขกว่า “มากๆ”
.
โจทย์คือ แจกเงินให้ไปซื้อของ
แล้วออกมาบอกฟีดแบคทั่วๆไปกับร้าน
(แต่นั่นไม่ใช่โจทย์จริง อิ_อิ)
.
ทั้งสองกลุ่ม ได้รับการกระจายเพศ วัย เชื้อชาติ
เวลาที่ใช้ช้อปปิ้งก็พอๆ กัน เวลาจ่ายเงินก็พอๆ กัน
.
เมื่อเสร็จแล้ว นักวิจัยสอบถามว่า
“ตะกี๊ซื้ออะไรไปบ้างเธอ”
ให้ทายว่าคนกลุ่มไหนจะตอบได้มากกว่า?
.
ปูเรื่องมาขนาดนี้แล้ว
!! ถูกต้อง กลุ่มที่ซื้อของ
ในวันที่อากาศอึมครึมตะหาก
“จดจำได้มากกว่า”
.
ทำไมเป็นแบบนั้น?
.
งานวิจัยพบว่า
พวกเขาวอกแวกน้อยกว่า
ในอารมณ์ที่ “นิ่งๆ อึมครึมๆ” หน่อยๆ
มนุษย์มีแนวโน้ม
ที่จะคิดพิจารณาสิ่งต่างๆ
ได้ทะลุทะลวงกว่า
“จำขึ้นใจ” ได้มากกว่า
แม้ว่าตอนแรกไม่ได้บอกให้จำ นะเออ…
.
.
.
จากผลการวิจัยนี้ ทำให้เราไม่สิ้นหวังซะทีเดียว
เพราะชีวิตจริง ย่อมมีวันที่
“ฟ้าสดใส”
กับ
“ใจอึมครึม”
อยู่ด้วยกัน
(เป็นชื่อหนังจีนยุคโบราณได้เลย)
.
.
.
ไม่ว่าวันไหนๆ เราก็เรียนรู้ได้ จดจำได้
เอาตัวรอดได้ เพิ่มเติมสิ่งที่ดีให้กับตัวเองได้นะจ้ะ
.
.
ด้วยรักและห่วงใย
จาก พี่ฟ้า 🙂

อยู่ ม.4 เรียนฟิสิกส์จะได้เจอกับอะไรบ้าง (ตามหลักสูตรใหม่ปรับปรุง พ.ศ. 2560)

บทความนี้เป็นการสรุปจาก คลิปวีดีโอแนะนำหลักสูตรใหม่ใน Fanpage: เรียนฟิสิกส์กับครูพี่ฟาร์ม PFarmmie ไปติดตามฟังตัวเต็มๆ กันได้น้า

ม.4 เทอม 1 เรียนอะไรบ้าง?

เทอมแรกเป็นสบายๆ เบาๆ เนื่องจากน้องๆ เพิ่งก้าวจากรั้ว ม.ต้น สู่ ม.ปลาย เพื่อให้นักเรียนปรับตัวง่าย หลักสูตรจึงออกแบบให้เรียนเพียง 3 บทเท่านั้น

บทแรกคือ “บทนำและธรรมชาติในวิชาฟิสิกส์” เป็นแนวเรื่องเล่าพัฒนาการวิชาฟิสิกส์ จาก “การสังเกตธรรมชาติ” สู่ “ศาสตร์” เก๋ๆ

ถ้าคนสอนเล่าสนุก และคนเรียนเปิดใจ รับรองว่า happy กันทั้งสองฝ่ายเลย ^-^

บทนำจะเป็นการ set “มาตรฐาน” ในการศึกษาวิชาฟิสิกส์ เช่น การใช้ข้อมูล การรายงานผล หน่วยต่างๆ เพื่อปรับภาษา ให้ทุกคนเป็น “ฟิสิกส์” เดียวกันคิดซะว่าเรียน ก.ไก่ ข.ไข่ ก็ได้

รากฐานเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะถ้าเราคุ้นเคยแล้ว อีกหน่อยจะหยิบใช้ด่วนๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องง่าย

เนื้อหาในฟิสิกส์จริงๆ สำหรับพี่เริ่มที่บทที่ 2 ชื่อบทการเคลื่อนที่ในแนวตรง เป็นบทเรียนในกลุ่ม “กลศาสตร์” จะประกอบด้วยบทย่อยๆ หลายบท เพื่อให้เราเกทปริมาณพื้นฐานต่างๆ ในวิชาฟิสิกส์มากขึ้น เอาไว้ต่อยอดบทที่เหลือ จากนั้น จะได้เรียนกฎนิวตัน – ความมหัศจรรย์จากลูกแอปเปิ้ลที่หล่นลงมาเขย่าโลก

ทั้ง 3 บทนี้ ถ้ามองจากเด็กใกล้เตรียมสอบเข้าทุกคนจะบอกได้ว่า “มันไม่หนักเลย” แต่ในก้าวแรกที่นักเรียน ม.4 ได้เรียน จะบอกว่า “ยาก” ก็ไม่แปลก

ทุกคนต้องค่อยๆ เติบโตนะจ้ะ 🙂

ม.4 เทอม 2 เรียนอะไร

พอเริ่มตั้งไข่จากเทอม 1 ได้แล้ว เทอม 2 ต้องเร่งสปีด เก็บ 4 บทได้แก่ สมดุลกล งานพลังงาน โมเมนตัม และการเคลื่อนที่วิถีโค้ง (ซึ่งเป็นเรื่อง advanced ต่อจากแนวตรง)

ปัญหาของเทอมนี้คือ “เรียนไม่ทัน” เพราะกิจกรรมเยอะ กีฬาสีก็มาแล้ว ดังนั้นให้ระวังความแน่นของเนื้อหาดีๆ นะจ้ะ

จุดสำคัญมว้ากกกคือ

ถ้าตอนเทอม 1 เรียนรู้เรื่องมาแล้ว เทอม 2 จะชิวมากกกกก เพราะเค้าตั้งใจออกแบบเนื้อหาเทอม 2  ให้ต่อยอดจากเทอม 1 อยู่แล้ว

เรื่องน่ารู้: หลักสูตรเก่าจะมีเนื้อหา “การหมุน” อยู่ในเทอม 2 ด้วย ถ้าปัจจุบันนี้ (ปี 2563) เราเจอหนังสือเรียนที่มีการหมุน ก็ให้ข้ามไปเลย

เหตุผลที่กระทรวงตัดออก เพราะการหมุน อาศัยความรู้คณิตศาสตร์ขั้นสูงนิดนึง เช่น การ integrate การ diff พวกนี้ ซึ่งบางโรงเรียนก็ยังมาไม่ถึง ต่อให้ถึงแล้วก็เรียกว่ายากอยู่ดี จึงตัดออก ให้ไปเรียนในมหาวิทยาลัยแทน

เลือกลงเรียนยังไงดี?

ข้อแรก ให้น้องๆ เช็กบทเรียนของคอร์สนั้นๆ ว่าตรงตามหลักสูตรของกระทรวงหรือไม่ เเป็นตัวตั้ง 🙂 เพราะไหนๆ ลงทุนเรียนทั้งที เพื่อให้เงิน + เวลาของเราคุ้มค่าที่สุด อย่าลืมลองถามผู้สอนหรือสถาบันว่าเป็นหลักสูตรที่อัพเดทที่สุด เหมาะสำหรับการเรียนแล้วหรือไม่

ข้อสอง อันนี้พิเศษมั่กๆ สำหรับชั้นมัธยม 4 คือ พี่อยากให้เรามองหาที่เรียนที่ให้ “ความสุข” กะเราด้วย เพราะความสุข ช่วยให้น้องๆ เรียนเข้าใจ จดจำง่าย แถมจำไม่ลืมอีกตะหาก ลองมองหาคุณครูหรือติวเตอร์ที่น้องถูกใจและให้ความสุข

ขอแนะนำอีกสักนิด คอร์สของพี่ฟาร์มเอา ตามไปดูได้เลย

4 เหตุผลที่ผู้ชายดูเก่งฟิสิกส์กว่าผู้หญิง

ใครรู้สึกบ้างว่า “ผู้ชาย” เก่งฟิสิกส์ “กว่าผู้หญิง” คิดว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าคะ?
ที่แน่ๆ ยิ่งเชื่อกันมาก ก็ยิ่งปิดกั้นโอกาสของผู้หญิงจากวิชาฟิสิกส์นะ

โลกเราเชื่อแบบนี้มาแต่ยุคโบราณเลย จนกระทั่งเมื่อราว 50 ปีก่อน โลก “เบนกระแส” และเห็นคุณค่าต่อความสามารถผู้หญิงมากขึ้น นักวิจัยจึงพยายามสืบว่า “จริงหรือไม่” ที่ผู้ชายได้คะแนนดีกว่าผู้หญิง? นักการศึกษาและนักจิตวิทยาการเรียนรู้ทำงานวิจัยหลายสิบปี จนได้ข้อสรุปว่า ชายและหญิงไม่มีความแตกต่างกันเรื่องความปราดเปรื่องวิชาฟิสิกส์ ทั้งคะแนนเวลาเรียน คะแนนสอบเข้า ตำแหน่งงานสูงสุดทางฟิสิกส์ที่ผู้หญิงเป็นได้ …

ถ้าอย่างนั้น
อะไรหนอยังทำให้เรามองว่า
ผู้หญิงไม่เก่งฟิสิกส์เท่าผู้ชาย
พี่รวบรวมมาได้ 4 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. เราเห็นผู้หญิงทำอาชีพทางฟิสิกส์น้อย

อาชีพทางวิทยาศาสตร์หรือฟิสิกส์ของผู้หญิงยังมีน้อยไปจริงๆ นักเรียน ม.ปลาย หลายคนจึงไม่ได้เลือกเรียนต่อในสาขาวิชานี้ เพราะตัวอาชีพที่เอาความรู้ฟิสิกส์ไปใช้ตรงๆ ยังถูกเป็นงานอุตสาหกรรม โรงงาน หรืองานอวกาศ ที่ยังต้องใช้ความแข็งแรงของร่างกายเพื่อทำงานด้วย

อย่างไรก็ตาม จำข่าวดังเรื่องการถ่ายภาพ Blackhole สำเร็จเมื่อเมษายนที่ผ่านมาได้ไหม ผู้ค้นพบคือ Katie Bouman (ในรูป) และเธอเป็นผู้หญิงนะจ๊ะ ในอนาคตโลกของเราต้องการบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์มากกว่านี้แน่นอน เชื่อสิ

2. ผู้หญิงได้คะแนนสอบน้อยกว่า (แต่สาเหตุมาจากอาจารย์…)

เรื่องนี้มีคำอธิบาย ยาวนิดนึงนะ

  • มองเรื่องนี้ให้เป็นวัฎจักรก่อน จากข้อข้างบน ที่ว่าผู้หญิงมาทางสายฟิสิกส์น้อย ดังนั้นเราจึงได้ครูสอนฟิสิกส์ชายกันมา
  • โดยธรรมชาติ ครูผู้ชายจะให้ความสนใจกับนักเรียนชายมากกว่า (เพราะพูดภาษาเดียวกันเป็นส่วนใหญ่)
  • นักเรียนชาย… จึงเกิดการเรียนรู้ที่ “ดีกว่า”  คะแนนนักเรียนชายเลยดีกว่า

อย่างไรก็ตาม จากงานวิจัยเชิงกึ่งทดลองพบว่า ในห้องเรียนที่ครูสามารถแบ่งความสนใจ ถามตอบนักเรียนชาย-หญิงได้เท่าๆ กัน คะแนนของผู้หญิงก็ดีขึ้นผิดหูผิดตาเลย นอกจากนี้ ยังมีอีกการทดลอง “แยกเพศ” ในการเรียนฟิสิกส์ เพื่อเทียบความสามารถกันตรงๆ เลย คือแบ่งห้องหญิงล้วน ชายล้วน เลือกเอาเด็กที่เก่งพอๆ กันตั้งแต่แรก เรียนเหมือนกันทุกอย่าง พอพ้นเทอมเอาคะแนนสองห้องมาเทียบกัน ปรากฎว่าห้องผู้หญิงไม่แพ้จ้า

เพราะฉะนั้น ผู้หญิงก็ทำคะแนนได้ดีนะ ถ้าตั้งใจจริงต้องทำได้แน่

3. นักเรียนหญิงลังเลที่จะมีส่วนร่วมในชั้นเรียน เพราะ… “มันแมนไป”

นี่ก็แปลกแต่จริง อาจเพราะด้วยมีแต่ผู้ชายเรียนฟิสิกส์ ฟิสิกส์เลยถูกมองว่าเป็นวิชาของผู้ชาย! เรียกได้ว่าเป็น Sterotype ของวิชาไปซะงั้น

(คนจะชอบพูดกันว่าว่าผู้ชายเก่งวิทย์ ผู้หญิงเก่งไทยสังคม…) ดังนั้น เมื่อวิชาความรู้ที่ควรเป็น “สากล” กลายเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นชาย ผู้หญิงที่ยกมือตอบก็จะดูเปรี้ยวๆ แมนๆ หน่อย นักเรียนชายจึงดูโดดเด่นมากกว่า

ทั้งนี้ มีงานวิจัยพบว่า ในวิชาฟิสิกส์นักเรียนหญิงยกมือตอบอาจารย์ในห้องน้อยกว่านักเรียนชาย หรือเวลาสงสัยก็ไม่ถาม จึงทำให้ได้คะแนนออกมาน้อยกว่านั่นเอง ทั้งที่จริง เป็นผู้หญิงเรียนวิทยาศาสตร์หรือฟิสิกส์แล้วช่างซักถาม หรือมีส่วนร่วม (แบบพี่เฌอ) ก็ดูเท่ไม่หยอกน้า

4. นักเรียนชายดูได้ใช้ความรู้ฟิสิกส์ในชีวิตประจำมากกว่า

กิจกรรมของนักเรียนชายและนักเรียนหญิงส่วนใหญ่ต่างกัน ผู้ชายคลุกคลีกับเกมความเร็ว ความแรง การปีนป่าย ถูกฝึกให้สังเกตความเปลี่ยนแปลงง่ายๆ รอบตัว แถมได้ใช้เครื่องมือกลไกมากกว่าเด็กหญิง

สิ่งเหล่านี้มีส่วนทำให้เด็กชายโตขึ้นมาเข้าใจคอนเซปท์ของฟิสิกส์ได้เร็วกว่าเด็กหญิง เพราะมี “ความมั่นใจ” ที่ติดตัวมาทำให้กล้ากระโจนเรียนรู้ทันที (ไม่ได้เกี่ยวกับว่าสมองดีกว่าแต่อย่างใด)


จะเห็นได้ว่าทั้ง 4 สาเหตุนี้ทำให้นักเรียนชายดูเก่งกว่า ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป

เพราะไม่ว่าจะเพศอะไร หากน้องมีเป้าหมาย “อยากทำคะแนนฟิสิกส์ให้ดี” เพื่อคณะหรือตัวเลือกที่ต้องการ ก่อนอื่น ต้องเริ่มจูนที่ความคิดก่อน ว่า ฟิสิกส์ไม่ใช่วิชาของผู้ชายนะ แต่เป็นวิชาของทุกคน 

นอกจากนี้ ลองฝึกมองเรื่องรอบตัวด้วยมุมมองของฟิสิกส์มากขึ้น เห็นน้ำเดือดคิดถึงอุณหภูมิ เห็นพัดลมเป่าคิดถึงเรื่องการไหล จะยกของหนักๆ อะไรคิดถึงนิวตัน แบบนี้จะทำให้เราได้ทบทวนไปในตัว

สุดท้ายนี้ การมีส่วนร่วมในห้องเรียนสำคัญมาก ถ้าไม่กล้ายกมือตอบคุณครู แอบตอบไปในใจ ก็ได้ประโยชน์เช่นกัน

แหล่งที่มา

  • Hoffmann, L. (2002). Promoting girls’ interest and achievement in physics classes for beginners. Learning and Instruction, 12(4), 447e465.
  • Kessels, U. (2005). Fitting into the stereotype: how gender-stereotyped perceptions of prototypic peers relate to liking for school subjects. European Journal of Psychology of Education, 20(3), 309e323. 


ติวไฟนอล ม.6 ไฟฟ้ากระแสตรง

#ติวฟรีไฟนอล จัดเต็มให้กับพี่ ม.6  ในบท #ไฟฟ้า #กระแสตรง ม.6 ปีนี้ ไหนจะต้องเตรียมสอบของโรงเรียน ยังมี GAT/PAT 9วิชาสามัญ อีก ปวดหัวจริงๆ มาให้พี่ฟาร์มช่วยนะ ชวนกันมา #ติวฟรี #เตรียมสอบไฟนอล ม.6 กันนะครับ

เนื้อหาสำคัญ

  • กระแสไฟฟ้า
  • ความต้านทานไฟฟ้า
  • กฎของโอห์ม
  • การวิเคราะห์วงจรไฟฟ้า
  • การต่อเซลล์ไฟฟ้า
  • วงจรบริดจ์สมดุล
  • มิเตอร์ไฟฟ้า
  • กำลังและพลังงานไฟฟ้า
  • การคำนวณค่าไฟ

10 เคล็ดลับสำหรับการเรียนฟิสิกส์ฟาร์มออนไลน์

ข้อดีอันดับ 1 ของการเรียนคอร์สออนไลน์ เห็นทีจะเป็นเรื่อง “ความสะดวกสบาย” เนื่องจากล็อกอินเข้าเรียนจากที่ไหน-เมื่อไหร่ก็ได้ 

การเรียนออนไลน์ ต้องใช้ทักษะการจัดการเวลา รวมถึงการมีวินัยต่อตนเองในระดับหนึ่ง ยังไม่รวมถึงพลังใจและความมุ่งมั่นของผู้เรียนเอง จึงจะเรียนจบคอร์สและได้ผลลัพธ์ปังๆ วิธีจะมีอะไรบ้างนั้น…​มาดูกันเลย!

  1. ทำความเข้าใจ “วิธีการเรียน” และ  “สิ่งที่ต้องทำ” 

    อยากให้เริ่มต้นจากการศึกษา วิธีการใช้คอร์สเรียน และเรียนอย่างเป็นลำดับแบบแผนตามโปรแกรมที่พี่ฟาร์มวางเอาไว้ จะประหยัดเวลาและเข้าใจสุดๆ เมื่อเรียนครบแล้วลองทำแบบฝึกหัด Workshop หรือข้อสอบเก็งตามที่พี่ฟาร์มจัดเตรียมไว้ให้ต่อเลย

  2. ปรับความละเอียดของภาพตามกำลังอินเตอร์เน็ต

    เพื่อประสบการณ์การเรียนที่ดี คลิปของพี่ฟาร์มตั้งความละเอียดสูงสุดอยู่ที่ 720p (และจะอัพเป็น 1080p เร็วๆนี้) คงเซ็งน่าดูถ้าเรามีลูกฮึดตั้งใจเรียนขึ้นมา แต่อินเตอร์เน็ทมางอแง ภาพกระตุกซะได้! หากน้องๆ พบเจอปัญหาแบบนั้น อยากให้ลองปรับความละเอียดลงมาเป็น 540p ดู หรือถ้าจะลงทุนอัพเกรดสัญญาณอินเตอร์เน็ทให้แรงขึ้นก็ไม่ว่า

  3. สร้างพื้นที่การเรียนโดยเฉพาะ (How to สร้างพื้นที่การเรียน)

    พื้นที่การเรียน จะเป็นที่ไหนก็ได้ ขอให้ที่ตรงนั้น “เงียบสงบ” สำหรับเรา ไม่มีสิ่งรบกวนจิตใจ และเราสามารถใช้พื้นที่ตรงนั้นได้โดยสะดวก ควรตัดสิ่งรบกวนเช่น Social Media ออกเพื่อลดการรบกวน ยังไงขอฝาก >> วิธีจัดการปิด Social Media ขณะเรียนออนไลน์

  4. ตั้งจุดประสงค์และเป้าหมายในการเรียน

    เพื่อให้เรียนได้ตลอดรอดฝั่ง ควรทบทวนกับตนเองเป็นระยะ ว่ากำลังเรียนอะไร และเรียนไปเพื่อจุดประสงค์อะไร 

    เช่น คอร์ส Physics Slayer (ฟิสิกส์สอบเข้ามหาวิทยาลัย) เราเรียนอย่างมีจุดประสงค์ คือเพื่อให้ทำข้อสอบวิชาสามัญในส่วนวิชาฟิสิกส์ได้คะแนนสูงๆ เป้าหมายใหญ่คือเพื่อสอบเข้าแพทย์ เป็นต้น

  5. สร้างแผนการเรียนขึ้นมา

    น้องรู้อยู่แล้วว่าแต่ละคอร์สเรียนฟิสิกส์ของพี่ฟาร์ม ใช้เวลากี่ชั่วโมง ดังนั้น กางปฏิทินแล้วกาจำนวนสัปดาห์ไว้เลย เลือกเวลาสำหรับเรียนให้ตนเอง

    เช่น ฉันจะเรียน คอร์ส Physics Slayer (ฟิสิกส์สอบเข้ามหาวิทยาลัย)  ทุกวันพุธและเสาร์ 20:30 

    ก็ตั้งปลุกในมือถือไว้ ว่าจะมานั่งที่เก้าอี้ตัวนี้ๆ เพื่อเข้าเรียนฟิสิกส์ แล้วยึดตามแผนนั้น หากมีเหตุจำเป็นต้องเว้นไป ขอให้ไม่เกิน 2 วันหมั่นเอาแผนกลับมาทบทวน และปรับให้เหมาะสมกับตนเอง เรื่องนี้คิดง่ายทำยาก แต่หากลองทำไปสักหนึ่งเดือนจะพบว่าชีวิตเปลี่ยนเลย

  6. ขอความช่วยเหลือเมื่อต้องการ

    ถึงจะเป็นการเรียนออนไลน์ แต่พี่ฟาร์มก็ออกแบบคอร์สไว้ให้นักเรียนสอบถามพี่ฟาร์มได้ โดยเฉพาะคอร์สเข้ามหาวิทยาลัยอย่าง คอร์ส Physics Slayer   จะมี Group ให้ตั้งคำถาม ระดมคำตอบ หรือจะ tag เพื่อถามพี่ฟาร์มโดยเฉพาะก็ย่อมได้

    ไม่มีคำถามไหนดูแย่เกินไป ทุกคนมีสิทธิ์ถาม และด้วยความเป็น Group ของนักเรียนกันเองอยู่แล้ว น้องสามารถถามเพื่อนๆ ในคอร์สที่เรียนมาถึงจุดเดียวกันแล้วได้ด้วยซ้ำ 

  7. ทบทวน ทบทวน และทบทวน

    พี่ฟาร์มสรุปเนื้อหาเป็น Edugraphic ให้แล้ว แต่น้องจะทำสอบไม่ได้เลยถ้าไม่ทบทวน! จะทำเป็น Flash Card นิยาม คอนเซปท์ พกติดตัวไว้ หรือจะย่อความรู้จาก Edugraphic อีกทีก็ได้ นอกจากนี้ การชวนเพื่อนมาเรียนด้วยกัน ก็เป็นประโยชน์ต่อน้อง คือนอกจากได้ส่วนลดค่าเรียนไปตั้งแต่ตอนสมัคร สิ่งที่ดีกว่านั้นคือน้องจะมีบัดดี้คอยช่วยกันติว ช่วยกันทบทวนอีกด้วย

  8. หาช่วงเวลาพักอย่างมีคุณภาพ

    สังเกตไหมว่าเมื่อไหร่ที่เราหงุดหงิดหรือเหนื่อยอยู่ เราจะเรียนไม่รู้เรื่องเลย อาจจะต้องอ่านบรรทัดเดิมซ้ำๆ หรือย้อนฟังคลิปสองสามรอบ ถ้าเป็นแบบนั้นสู้พักสมองพักสายตาสักหน่อยดีกว่า

    รู้หรือไม่การ “พักอย่างจงใจ” เป็นผลดีต่ออารมณ์และสมอง ดีกว่าปล่อยให้เหนื่อยล้าจน “พักอย่างเผลอไผล”

    การไถฟีด facebook หรือ twitter ไปงั้นๆ โดยไม่มีจุดมุ่งหมายอะไร ทำให้สมองเหนื่อยล้า ยังไง ลองลุกขึ้น เดินไปกินน้ำ มองดูสิ่งที่ชอบ หรือเล่นกับสัตว์เลี้ยงสักพัก ปรับจูนสมาธิและพลังใจกลับมาค่อยมาไฟต์กับการเรียนต่อจะดีที่สุด

  9. เข้าร่วม Workshop และกิจกรรมต่างๆ ในคอร์ส

    คอร์สออนไลน์ของพี่ฟาร์ม ไม่ได้เป็นแค่คลิปสอนให้น้องเปิดดูแล้วเรียนไปเรื่อยๆ เท่านั้น ยังมีกิจกรรม Workshop ติวเสริมทำข้อสอบอัพเดท ให้ได้ประลองฝีมือก่อนไปสนามจริงด้วย ใน Workshop จะทำการจับเวลาจริง และทำข้อสอบจริง เมื่อทำเสร็จแล้วน้องจะได้รับฟีดแบคคะแนนของตนเอง ซึ่งตามมาด้วยการดูเฉลยต่อใน Group ในกระบวนการเหล่านี้ น้องสามารถพูดคุย ถกเถียง รวมถึงถามตอบกับกลุ่มได้อย่างเต็มที่

  10. เติมพลังใจให้ตนเองอยู่เสมอ

    อย่ามองข้าม “พลังของใจ” พี่ฟาร์มมีนักเรียนหลายคนที่เก่งมาแต่เดิม พื้นฐานดี แต่ใจหดหู่เมื่อใกล้สอบ เมื่อถึงเวลาสำคัญจึงพลาดการทบทวนและทำไม่ได้เท่าที่หวัง การหมั่นเติมพลังใจและทบทวนเป้าหมายสำคัญของตนเองอยู่เสมอ จะทำให้เราประคองตนเองในการเรียนและการสอบเข้าได้

อย่างไรก็ตาม การเรียนออนไลน์ให้ได้ผลลัพธ์ครบถ้วนตามที่ผู้สอนวางคอร์สไว้ อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะยิ่งสะดวกสบายมากเท่าไหร่ เราอาจจะเผลอ “อ่อนข้อ” ให้ตัวเองเรียนแบบ “สบายๆ” เกินไป จนหลุดจากโปรแกรมที่คอร์สเรียนวางไว้ง่ายขึ้นเท่านั้น

หากหมดพลังใจไปบ้าง ไม่ต้องกังวล กลับมาพูดคุยกับพี่ฟาร์มหรือกลุ่มเพื่อนๆในคอร์สสิ เปิดใจรับพลังบวกกลับไปแบบฟรีๆ ได้เลย 🙂  เพราะเราไม่ได้แค่มาเรียนเพื่อสอบเข้าเท่านั้น เรากำลังมุ่งมั่นทำความฝันเดียวกันให้สำเร็จตะหาก

25-26 พ.ย. ใส่โค้ด "BLACK99" เพื่อลด 99.- กลุ่มคอร์สสอบเข้ามหาวิทยาลัย

X