27 มีนาคม วันเกิด เรินต์เกน
.
𝗪𝗶𝗹𝗵𝗲𝗹𝗺 𝗖𝗼𝗻𝗿𝗮𝗱 Röntgen บุรุษผู้กดชัตเตอร์ภาพถ่ายแห่งความตายเป็นครั้งแรกของโลก
.
(ใครเป็นทีมอ่านจบ กด 1 ไว้ในคอมเมนต์เช็คชื่อเข้าเรียนกันนะคะ อิอิ
.
ในสมัยก่อนยุคการแพทย์จะเจริญก้าวหน้าขนาดนี้ การจะมองเห็นโครงสร้างในร่างกายมนุษย์มีแต่จะต้องรอให้เป็น “ศพ” เสียก่อน แล้วจึงเอามา “ผ่า” หรือ “ชำแหละ” เปิดร่างและชิ้นส่วนต่างๆ ออกมา จึงจะรู้ว่าข้างในเป็นยังไง จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 1895 นักฟิสิกส์ที่ทั้งเก่งและเฮงคนหนึ่ง (เรื่องนี้มีโชคมาเกี่ยวข้องด้วยค่ะ) ได้ค้นพบรังสีชนิดใหม่ของโลก และเขาได้นำมันมาแสดงปรากฎการณ์ด้วยการถ่ายภาพ “มือ” ที่ “มองเห็นไปถึงกระดูก” โดยไม่ต้องรอให้ตายแล้วผ่าตัดเปิดร่างออกมา ภาพดังกล่าวจึงเสมือนเป็นภาพถ่ายแห่งความตายอันแสนมหัศจรรย์
.
เรื่องราวของชายคนนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 27 มีนาคม 1845 วันนี้เมื่อ 178 ปีที่แล้ว เป็นวันที่เด็กชายเรินต์เกนลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรก เขาเกิดในครอบครัวของพ่อค้าชาวเยอรมันผู้เป็นเจ้าของโรงงานผ้า ตอนเบบี๋น้อยอายุได้ 3 ขวบก็สูญเสียคุณพ่อไป ครอบครัวจึงได้ย้ายถิ่นฐานไปยังเนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นบ้านของญาติฝ่ายแม่ เขาเติบโตและเรียนหนังสือที่นั่น จนกระทั่งตอนอายุ 20 ปี คุณเรินต์เกนถูกไล่ออกจากไฮสคูลเนื่องจากครูจับได้ว่าเขาวาดภาพล้อเลียนครูคนอื่นๆ (ซึ่งมารู้ทีหลังว่าภาพนี้วาดโดยคนอื่นนะคะ โดนไล่ออกไปฟรีๆ แง)
.
พอไม่มีวุฒิว่าจบไฮสกูล การเรียนในระดับมหาวิทยาลัยก็จะเป็นได้แค่ผู้เข้าชม (สถานะ visitor ไม่มีสิทธิ์ได้ดีกรีเลย แง) แต่ถึงอย่างนั้นคุณเรินต์เกนก็พยายามอย่างหนักในการเรียนต่อ จนสุดท้ายก็ได้เข้าเรียนที่เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (เดิมตั้งใจจะเรียนที่เนเธอแลนด์ แต่เธอไม่รับชั้นเข้าเรียนอ่ะ ฮึ) คุณเรินต์เกนศึกษาด้านวิศวกรรมเครื่องกลจนจบปริญญาเอกที่นั่นเลยค่ะ
.
หลักจากนั้นมาคุณเรินต์เกนก็เริ่มเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ได้มีโอกาสสอนและทำวิจัยในสถาบันดังหลายแห่ง จนกระทั่งปี 1895 … เขาก็ได้ค้นพบกับรังสีประหลาด รังสีชนิดใหม่ของโลก
.
ช่วงปีนั้น คุณเรินต์เกนกำลังศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับหลอดสูญญากาศของนักฟิสิกส์หลายๆ ท่าน ไม่ว่าจะเป็นของคุณ Heinrich Hertz คุณ Johann Hittorf คุณ William Crookes คุณ Nikola Tesla คุณ Philipp von Lenard ฯลฯ (น้องๆ คุ้นชื่อกันสองสามคนอยู่เนอะ)
.
ก่อนหน้านี้ไม่นาน ที่ประเทศอังกฤษ มีเปเปอร์ตีพิมพ์ของคุณ Crookes เกี่ยวกับการค้นพบรังสีคาโทด (ที่ต่อมารู้กันว่าคือลำอิเล็กตรอน) เมื่อคุณเรินต์เกนทราบข่าว เขาจึงทำการทดลองตาม โดยนำหลอดแก้วที่สามารถสูบอากาศออกได้ เรียกว่า “หลอดเบลนนาร์ด” มาใช้
.
>>เริ่มจากครั้งแรก เมื่อสูบอากาศออกจากหลอดแก้วได้ส่วนหนึ่งแล้วปล่อยกระแสฟ้าเข้าไป เขาพบการเรืองแสงปรากฏเป็นสีชมพู
>>เมื่อสูบอากาศออกอีกส่วนหนึ่งแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าต่อ ปรากฏว่าเกิดการเรืองแสงเป็นสีน้ำเงินอ่อนๆ
>>และเมื่อสูบอากาศออกอีกส่วนหนึ่งแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้า ปรากฏว่าเกิดการเรืองแสงเป็นสีเขียวแกมแดง (ผลที่ได้ออกมานั้นเหมือนกับที่คุณครุกส์ค้นพบเลย)
.
คุณเรินต์เกนสงสัยว่ารังสีคาโทดสามารถผ่านหลอดแก้วสุญญากาศออกมาได้ไหม เขาจึงทำการทดลองต่อและพบว่ามันสามารถทะลุผ่านหลอดแก้วผนังบางได้ (ผนังหนาผ่านไม่ได้)
.
ต่อมาคุณเรินต์เกนใช้กระดาษสีดำทึบห่อผนังหลอดไว้อีกชั้นไม่ให้แสงสว่างลอดเข้าออกได้ แล้วใช้กระดาษแบเรียมแพลติโนไซยาไนด์ (Platinocyanide Paper ทำจากแบเรียม+ทองคำขาวแพลตทินัม) เอามากั้นเป็นฉากหลังหลอด เมื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไปในหลอดก็พบว่าไม่มีแสงใดผ่านออกมาได้เลย .. อ้าวรังสีตะกี๊ของฉันหายไปไหน ??)
.
เอาใหม่ ลองใหม่ แต่ทีนี้ของปิดไฟ ปิดประตูหน้าต่างให้ทุกอย่างมืดสนิท 3..2..1. แอคชั่น ว้าววววว มีแสงเรืองเกิดขึ้นบนฉากกระดาษแบเรียมฯ คร่าาา คุณผู้โช้มมมม
.
แต่พอเปิดไฟ แสงนั้นก็หายไป ยังไงนะมันยังไงนะ
.
คุณเรินต์เกนทำการทดลองซ้ำๆ จนได้ข้อสรุปว่ารังสีที่มองเห็นตอนปิดไฟนั้นไม่ใช่รังสีแคโทด แล้วจะจับมันให้คาหนังคาเขาว่ามีอยู่จริงๆ ได้ยังไงนะ มันดันเรืองแสงแค่ตอนมืด แต่พอสว่างดันมองไม่ได้ไล่ไม่ทันเห็นแบบนี้
.
เขาจึงนึกถึงหลักการของฟิล์มถ่ายรูปค่ะ (น้องๆ ใช้กล้องดิจิตอลกันอาจจะไม่คุ้นกับกล้องฟิล์มนะ แต่ว่าสมัยก่อนคือฮิตมากกกกกกกกก บ้านใครมีคือไฮโซสุด)
.
ปกติฟิล์มจะเคลือบสารไวแสงเอาไว้ เมื่อมีแสงตกกระทบมัน ก็จะเกิดปฏิกิริยาขึ้น ทำให้เกิดเป็นภาพบนฟิล์ม พอเอาไปล้างกับน้ำยาเคมีก็จะเห็นออกมาเป็นภาพสวยงาม
.
คุณเรินต์เกนจึงคิดว่า ถ้าลองเอารังสีไปถ่ายภาพ แทนที่จะให้แสงตกกระทบฟิล์ม ก็เปลี่ยนเป็นเจ้ารังสีนี้ตกกระทบฟิล์มแทน อ่ะลองดูซิ จะได้ภาพสวยงามเหมือนถ่ายรูปเลยมั๊ยยย
.
คุณเรินต์เกนปิดห้องให้มืดสนิท แล้วใช้ฟิล์มมาเป็นฉากแทนกระดาษแบเรียมฯ ปรากฏว่าเมื่อนำฟิล์มไปล้าง คุณพระ!!!!!!! เกิดภาพได้ด้วยยยยยยย$!




